วันที่นำเข้าข้อมูล 31 มี.ค. 2569

วันที่ปรับปรุงข้อมูล 31 มี.ค. 2569

| 2 view

  S__87269387_0 S__87269388_0   

ไทยเดินหน้าศึกษาศักยภาพโมซัมบิกในฐานะประตูสู่แอฟริกาตอนใต้ ภายใต้ข้อริเริ่ม Thailand–Africa Initiative

สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมาปูโต ได้มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนคณะผู้แทนไทยในการศึกษาศักยภาพของสาธารณรัฐโมซัมบิกด้านโลจิสติกส์ การค้า และการลงทุน ภายใต้ข้อริเริ่ม Thailand–Africa Initiative (TAI) ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของกระทรวงการต่างประเทศในการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างไทยกับประเทศในภูมิภาคแอฟริกา โดยมุ่งเน้นการขับเคลื่อนมิติด้านเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ โมซัมบิกได้รับการจัดให้เป็นหนึ่งในประเทศตลาดเกิดใหม่ที่มีศักยภาพสูง และโครงการนี้ยังถือเป็นหนึ่งในกิจกรรมเร่งด่วนที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของไทยในภูมิภาคแอฟริกาอีกด้วย

ในการนี้ คณะผู้แทนไทยประกอบด้วยผู้แทนจากหลายภาคส่วน ได้แก่ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมาปูโต กรมเอเชียใต้ ตะวันออกกลางและแอฟริกา สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงพริทอเรีย กรมเจ้าท่า การท่าเรือแห่งประเทศไทย และผู้แทนสมาคมไทย–โมซัมบิก โดยได้เข้าพบหารือกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนของโมซัมบิกรวมทั้งสิ้น 14 หน่วยงาน ทั้งในกรุงมาปูโตและเมืองเบร่า การหารือดังกล่าวครอบคลุมห่วงโซ่อุปทานด้านการขนส่งอย่างครบวงจร ทั้งหน่วยงานด้านท่าเรือ ผู้บริหารท่าเรือ ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ ภาคเอกชนในพื้นที่ รวมถึงการลงพื้นที่สำรวจตลาดบริเวณท่าเรือและการจัดกิจกรรม mini business matching กับภาคธุรกิจของโมซัมบิก เพื่อประเมินโอกาสในการเชื่อมโยงภาคเอกชนไทยกับตลาดในภูมิภาคนี้

วัตถุประสงค์หลักของภารกิจครั้งนี้ ได้แก่ การประเมินศักยภาพของโมซัมบิกในฐานะ “ประตูสู่แอฟริกาตอนใต้” การวิเคราะห์โอกาสทางการค้าสำหรับสินค้าไทยทั้งในตลาดโมซัมบิกและตลาดประเทศเพื่อนบ้านที่ไม่มีทางออกทะเล เช่น ซิมบับเว แซมเบีย มาลาวี เอสวาตินี และบางส่วนของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก ตลอดจนการศึกษาความเป็นไปได้ในการผลักดันความร่วมมือด้านท่าเรือพี่น้องระหว่างไทยกับโมซัมบิก ซึ่งอาจเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับความเชื่อมโยงด้านโลจิสติกส์และการอำนวยความสะดวกทางการค้าในระยะยาว

จากการศึกษาพบว่า โมซัมบิกมีศักยภาพอย่างมากในด้านเส้นทางคมนาคมและโลจิสติกส์ โดยเฉพาะผ่านสองเส้นทางสำคัญ ได้แก่ Maputo Corridor และ Beira Corridor ซึ่งมีบทบาทเชื่อมโยงการค้าระหว่างโมซัมบิกกับประเทศในภูมิภาคแอฟริกาตอนใต้และตอนกลาง เส้นทาง Maputo Corridor เชื่อมท่าเรือมาปูโตกับแอฟริกาใต้และเอสวาตินี โดยท่าเรือมาปูโตมีจุดแข็งในด้านระยะทางและต้นทุนเมื่อเทียบกับท่าเรือ Durban ของแอฟริกาใต้ อีกทั้งยังมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบขนส่งหลายรูปแบบอย่างต่อเนื่อง ทั้งทางเรือ ถนน และราง ส่งผลให้ท่าเรือมาปูโตมีแนวโน้มจะยิ่งมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในภูมิภาค ขณะที่ Beira Corridor เป็นเส้นทางสำคัญสำหรับการขนส่งสินค้าไปยังซิมบับเว แซมเบีย มาลาวี และบางส่วนของ DR Congo จึงมีศักยภาพสูงสำหรับการพัฒนาเป็นศูนย์กระจายสินค้าผ่านแดนของไทย แม้ว่ายังคงมีข้อจำกัดบางประการ เช่น สภาพถนนบางช่วงที่ชำรุดและความแออัดบริเวณทางเข้า–ออกท่าเรือ ซึ่งอาจส่งผลต่อระยะเวลาในการขนส่งสินค้า

ข้อมูลด้านการขนส่งสินค้าระหว่างไทยกับโมซัมบิกสะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ทางการค้าที่มีอยู่แล้วและยังสามารถต่อยอดได้อีกมาก โดยในปี 2568 ไทยมีปริมาณการส่งออกตู้คอนเทนเนอร์ไปยังโมซัมบิกประมาณ 2,000 TEU ต่อปี สินค้าส่งออกหลักของไทย ได้แก่ ข้าวสาร อาหารแปรรูป เครื่องจักรกลการเกษตร เครื่องจักรอุตสาหกรรม และสินค้าอุปโภคบริโภคบางประเภท ทั้งนี้ การขนส่งส่วนใหญ่ผ่านท่าเรือเบร่า ขณะที่การส่งออกจากโมซัมบิกมายังไทยมีปริมาณประมาณ 170 TEU ต่อปี ซึ่งตัวเลขดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า โมซัมบิกมิใช่เพียงตลาดปลายทางเท่านั้น แต่ยังสามารถพัฒนาเป็นฐานเชื่อมโยงการค้าของไทยไปยังประเทศเพื่อนบ้านในแอฟริกาตอนใต้ได้อย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากศักยภาพด้านการขนส่งแล้ว โมซัมบิกยังมีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการส่งเสริมการลงทุน โดยมีหน่วยงานอย่าง APIEX ซึ่งทำหน้าที่อำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนต่างชาติแบบเบ็ดเสร็จ (one-stop service) รวมถึงมีภาคเอกชนที่เข้มแข็ง เช่น สมาพันธ์สมาคมภาคธุรกิจของโมซัมบิก (CTA) และสภาหอการค้าโมซัมบิก (CCM) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงนักลงทุนต่างชาติกับภาคธุรกิจท้องถิ่น โดยเฉพาะในสาขาโลจิสติกส์ การแปรรูปสินค้าเกษตร และอุตสาหกรรมสนับสนุนต่าง ๆ ปัจจัยเหล่านี้เอื้อต่อการพิจารณาของภาคเอกชนไทยที่สนใจใช้โมซัมบิกเป็นฐานการค้าและการลงทุนในภูมิภาค

สำหรับโอกาสของไทย ผลการศึกษาระบุชัดว่า ท่าเรือมาปูโตและท่าเรือเบร่ามีศักยภาพรองรับการขยายตัวของการค้าไทยอย่างมาก โดยท่าเรือมาปูโตซึ่งอยู่ภายใต้การบริหารของบริษัท DP World ได้รับสัมปทานยาวถึงปี ค.ศ. 2058 และอยู่ระหว่างการลงทุนขยายขีดความสามารถรองรับตู้คอนเทนเนอร์จาก 255,000 TEU เป็น 530,000 TEU ภายในปี ค.ศ. 2026 พร้อมทั้งเพิ่มความลึกของร่องน้ำเพื่อรองรับเรือขนาดใหญ่ ความได้เปรียบดังกล่าวทำให้ท่าเรือมาปูโตได้รับความสนใจมากขึ้นจากภาคเอกชนในแอฟริกาใต้ที่ต้องการหลีกเลี่ยงความล่าช้าและข้อจำกัดในการดำเนินงานของท่าเรือ Durban ขณะเดียวกัน ท่าเรือเบร่า ซึ่งบริหารร่วมกันระหว่าง Cornelder และ CFM ยังคงมีความเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการเป็นศูนย์กระจายสินค้าผ่านแดนไปยังประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะในเส้นทางตอนกลางของโมซัมบิกที่เชื่อมต่อกับตลาดสำคัญหลายประเทศ

ในด้านสินค้า ไทยมีโอกาสขยายตลาดในโมซัมบิกและภูมิภาคแอฟริกาตอนใต้ในหลายสาขา โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและอาหาร เช่น ข้าวหอมมะลิ อาหารกระป๋อง และอาหารแปรรูป รวมถึงสินค้าเครื่องจักรกลการเกษตรและเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในครัวเรือน ขณะเดียวกัน โมซัมบิกและประเทศเพื่อนบ้านก็มีสินค้าและวัตถุดิบบางประเภทที่ไทยอาจนำเข้าได้ เช่น มะม่วงหิมพานต์ ถั่ว อาหารทะเล ถ่านหิน และแร่โลหะบางชนิด ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของความสัมพันธ์ทางการค้าที่สามารถพัฒนาได้ในลักษณะสองทางมากขึ้นในอนาคต

อีกประเด็นสำคัญคือ โมซัมบิกมีความได้เปรียบในด้านการเข้าถึงตลาดโลก เนื่องจากได้รับสิทธิพิเศษทางการค้าภายใต้โครงการ Everything But Arms (EBA) ของสหภาพยุโรป และ African Growth and Opportunity Act (AGOA) ของสหรัฐอเมริกา ตลอดจนเป็นสมาชิกของ SADC และ AfCFTA ซึ่งช่วยเปิดโอกาสให้สินค้าและการลงทุนที่ตั้งฐานในโมซัมบิกสามารถเข้าถึงตลาดในภูมิภาคและตลาดโลกได้กว้างขึ้น ปัจจัยดังกล่าวทำให้โมซัมบิกมีศักยภาพไม่เพียงในฐานะตลาดปลายทาง แต่ยังเป็นฐานยุทธศาสตร์สำหรับการผลิต การแปรรูป และการกระจายสินค้าไปยังตลาดต่างประเทศอีกด้วย

ในระยะต่อไป สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมาปูโต จะเดินหน้าผลักดันความร่วมมือในหลายมิติ ประการแรก คือการผลักดันแนวคิด MoU ท่าเรือพี่น้อง (Sister Port) ระหว่างท่าเรือแหลมฉบังกับท่าเรือมาปูโต และ/หรือท่าเรือเบร่า เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านโลจิสติกส์ การอำนวยความสะดวกทางการค้า และการขนส่งสินค้า โดยในระยะแรกจะมุ่งเน้นการแลกเปลี่ยนบุคลากรและการแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ดีในการบริหารจัดการท่าเรือ ซึ่งจะช่วยยกระดับภาพลักษณ์และการรับรู้ระหว่างสองประเทศในเชิงสัญลักษณ์ และปูทางสู่ความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่เป็นรูปธรรมมากขึ้นในอนาคต ประการที่สอง คือการจัดกิจกรรม Online Business Matching ร่วมกับหน่วยงานไทยและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง เพื่อเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยกับคู่ค้าในโมซัมบิกและประเทศเพื่อนบ้าน โดยมุ่งเน้นสาขาที่มีศักยภาพ เช่น สินค้าเกษตร อุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร ปุ๋ย เคมีภัณฑ์ทางการเกษตร อะไหล่รถยนต์ และชิ้นส่วนยานยนต์ ประการที่สาม คือการส่งเสริมให้ภาคเอกชนไทยพิจารณาจัดตั้ง Thai Warehouse / Distribution Hub ในโมซัมบิก เพื่อใช้เป็นฐานกระจายสินค้าไทยไปสู่ตลาดแอฟริกาตอนใต้ โดยพบว่าโมซัมบิกมีพื้นที่คลังสินค้ามาตรฐานสากลในหลายจุด ทั้งบริเวณท่าเรือมาปูโต ชานเมืองมาปูโต และเมืองเบร่า

นอกเหนือจากมิติทางเศรษฐกิจ ภารกิจครั้งนี้ยังมีส่วนสำคัญในการเสริมสร้างการรับรู้และภาพลักษณ์ของไทยในโมซัมบิกอย่างชัดเจน โดยสื่อท้องถิ่นให้ความสนใจต่อคณะผู้แทนไทยอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะบทบาทของไทยในการสนับสนุนการพัฒนาในสาขาการเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร ส่งผลให้บทบาทและการมองเห็นของไทยในโมซัมบิกเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ มีการนำเสนอข่าวผ่านสื่อท้องถิ่นมากกว่า 6 แห่ง รวมทั้งการเผยแพร่ผ่านสถานีโทรทัศน์ท้องถิ่นหลายช่องทาง ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพของไทยในฐานะหุ้นส่วนด้านการพัฒนาที่ได้รับความสนใจและความเชื่อมั่นจากฝ่ายโมซัมบิก

นอกจากนี้ ยังมีสัญญาณเชิงบวกจากภาคเอกชนเกี่ยวกับโอกาสทางธุรกิจของไทยในโมซัมบิก อาทิ ความเป็นไปได้ในการสั่งซื้อชิ้นส่วนและอะไหล่รถยนต์จากไทยผ่านความร่วมมือระหว่างสมาคมไทย–โมซัมบิกและบริษัทเอกชนในท้องถิ่น รวมถึงการที่ข้าวไทยยังคงได้รับการยอมรับอย่างสูงในตลาดโมซัมบิกในฐานะสินค้าคุณภาพระดับพรีเมียม แม้จะมีราคาสูงกว่าสินค้าจากประเทศคู่แข่งก็ตาม ความเชื่อมั่นดังกล่าวถือเป็นจุดแข็งสำคัญที่ไทยสามารถต่อยอดเชิงยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะการเชื่อมโยงการส่งออกข้าวไทยกับความร่วมมือด้านเครื่องจักรกลการเกษตรและความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาในจังหวะที่เหมาะสม

โดยสรุป ภารกิจศึกษาศักยภาพด้านโลจิสติกส์และการค้าของโมซัมบิกในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า โมซัมบิกมีศักยภาพสูงในการเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงการค้าและการลงทุนของไทยสู่ภูมิภาคแอฟริกาตอนใต้ ทั้งในด้านเส้นทางขนส่ง การเข้าถึงตลาดเพื่อนบ้าน โอกาสทางการค้า สิทธิพิเศษทางการค้า และความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน ตลอดจนการสนับสนุนจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชนของโมซัมบิก สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมาปูโต จะยังคงทำงานอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยและโมซัมบิก เพื่อผลักดันให้ผลการศึกษาดังกล่าวต่อยอดไปสู่ความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม อันจะเป็นประโยชน์ต่อการขยายบทบาททางเศรษฐกิจของไทยในแอฟริกา และส่งเสริมความสัมพันธ์ไทย–โมซัมบิกให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นในระยะยาว

S__87261266 S__87261257_0   S__87261260   S__87261257_0   WhatsApp_Image_2026-01-16_at_19.27.31_(1)   S__87261263